เที่ยงคืนสิบสองนาที ยังไม่หลับไม่นอน เลยเปิดวิทยุฟังอะไรไปเรื่อย ผมคิดอะไรไม่ออก....... และยังคิดไม่ออกอยู่เช่นนั้น ผมรู้สึกแบบนี้พร้อมกับอึดอัดใจมาหลายวันแล้ว มันอาจไม่ใช่ความอึดอัดก็ได้ ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เข้าใจยังไงดี

ช่างมันเหอะ ปล่อยๆมันไป ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอยากจะสนใจความรู้สึกผมหรอก

ผมลุกไปปรับคลื่นวิทยุ แล้วกลับมานั่งคิดอีกว่าชีวิตนี้ผมพลาดอะไรบ้าง ผมเคยพลาดโอกาสหลายครั้งหลายหน เวลาที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผมทำผิด แล้วเป็นอย่างไรล่ะ ตอนนี้เหมือนโลกทั้งโลกไม่ต้อนรับผม มาพล่ามตรงนี้เพื่ออะไรกัน ถึงยังไงก็ไม่มีใครช่วยได้

ผมเบื่อสภาพว่างเปล่านี่เต็มทน ข้างนอกฝนตกปรอยๆยิ่งเพิ่มความอ้างว้างมากขึ้น คงไม่ผิดนะที่ผมจะมีความรู้สึกแบบนี้ ความกลัวก็แฝงตัวอยู่ลึกๆ ยิ่งดึกผมยิ่งกลัว รุ่งเช้าผมก็กลัว หาความแน่นอนไม่มีในตัวผมหรอก

การที่อยู่ในกรอบ อยู่กับกฎที่ตายตัว มันทำให้ผมต้องเผชิญกับความกลัวหลายๆอย่าง ที่ผมไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นตัวอักษรได้ งั้น....ความกลัวคงเป็นกรรมชนิดหนึ่งที่ผมต้องเผชิญ

ฝนกระหน่ำลงมาไม่ยั้ง ชะล้างคราบเลือดที่กองอยู่ที่ปากตรอกเล็กๆข้างบ้าน ผมชะเง้อผ่านหน้าต่าง เห็นเลือดสีคล้ำไหลลงท่อระบายน้ำ แต่ก็มีที่ขังอยู่ในแอ่งหลุมเล็กๆเคล้ากับน้ำฝน....... นึกว่าผมฆ่าใครตายหน้าตรอกอย่างนั้นเหรอ คิดผิดถนัด..... แม้ผมจะอยู่ในเหตุการณ์ก็จริง แต่ในตอนนั้นผมกำลังทำงานอยู่หน้าบ้าน ไม่นานนักรถติดไซเรนกับรถตำรวจก็แห่กันมา ความจริงผมก็ไม่รู้เรื่องมากหรอกกับเรื่องฆาตกรรมแบบนี้ ได้แค่นั่งสันนิษฐานเท่านั้น เพราะหลายวันก่อนผมได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน แต่ผมไม่ได้เอะใจอะไร

กลิ่นถ่านกำจายไปทั่ว แสดงว่าคนหลังบ้านผมเริ่มตื่นมาทำกิจวัตรปกติกันแล้ว

ผมยังไม่หลับเลย ทำไงดี เพราะตอนนี้ตี 3 กำลังจะตี 4

เอาเป็นว่าปล่อยให้เรื่องของวันนี้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ดีกว่า ผมบ้าบอพอแล้ว ต้องข่มตาให้หลับซะที ปิดวิทยุที่แต่ละคลื่นเปิดแต่เพลงเลี่ยนๆ และปิดไฟนีออนกลางห้อง

จบด้วยกลิ่นคาวเลือดบนคมมีดเขรอะสนิมใต้เตียงผม

back to home